RALLIART ปลุกตำนาน จิตวิญญาณแห่งชัยชนะ ตำนานที่ยิ่งใหญ่ กลับมาอีกครั้ง

RALLIART คือที่สุดแห่งตำนานของการแข่งขัน ความยิ่งใหญ่ จะกลับมาสร้างความไม่ธรรมดา ปลุกจิตวิญญาณแห่งชัยชนะให้กลับมาอีกครั้ง และจะยังคงอยู่ต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด

RALLIART ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Mitsubishi ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2527 เพื่อดำเนินกิจกรรมทางด้านกีฬารถยนต์ของบริษัท หรือหากเทียบกับยุคนี้อาจเรียกว่าเป็นแบรนด์แห่งวงการมอเตอร์สปอร์ต นอกจากนี้ยังเป็นต้นแบบในการพัฒนา คิดค้น และผลิตชิ้นส่วนให้กับรถแข่งภายใต้แบรนด์ Mitsubishi ระดับโลกอีกด้วย ทำให้ RALLIART มีชื่อเสียงไม่เฉพาะในสนามแข่ง แต่ยังปลุกจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันให้กับผู้ใช้รถยนต์ทั่วไปอีกด้วย

 

ส่วนการแข่งขันแรลลี่ ถือเป็นกิจกรรมแห่งความอดทนแบบออฟโรด ภูมิประเทศที่คู่แข่งเคลื่อนผ่านนั้นยาก ยานพาหนะที่ใช้มักเป็นยานยนต์และจักรยานยนต์แบบเดิม แทนที่จะเป็นรถที่ถูกปรับแต่งเครื่องยนต์มา เพื่อคล้ายกับการเป็นการทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ที่แท้จริง ด้วยสนามทดสอบการแข่งขันสุดหฤโหด ทั้งการวิ่งผ่านถนน ข้ามโคลนหญ้า เนินทราย แก่งหิน กับระยะทางที่แตกต่างกันไปตั้งแต่ 500 – 800 กิโลเมตรต่อวัน

 

ดังนั้น RALLIART จึงเป็นมากกว่าสำนักแต่งรถแข่ง แต่มันคือจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน สำหรับทุกคน

ตำนานแชมป์ของ MITSUBISHI RALLIART แต่ละครั้งนั้น เกิดจากความท้าทาย โดยที่เป้าหมาย ไม่ใช่แค่ ชัยชนะ เพื่อรางวัล แต่ ชนะ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ และสร้างสถิติใหม่ ด้วยบทพิสูจน์บนสนามสุดโหด ส่งต่อ DNA สายเลือดแชมป์ กับสุดยอดเทคโนโลยีจากสนามแข่งสู่ทุกการใช้งานจริง สมรรถนะ และความแกร่ง ระดับตำนาน ที่ทำให้ทุกเส้นทางควบคุมได้อย่างแชมป์ สู่ทุกเป้าหมาย เพื่อสร้างตำนานบทใหม่ ต่อไปไม่สิ้นสุด

 

สำหรับตำนานแชมป์ ที่มีความผูกพันกับ MITSUBISHI RALLIART ที่เราได้รับเกียรติมาร่วมพูดคุย ถึงตำนานที่จะกลับมาอีกครั้งนั้น คือนักแข่งระดับ Dakar Rally ของMitsubishi ถึง 2 ท่าน ได้แก่ หนึ่งมานะ พรศิริเชิด และ กลางศักดิ์ชัย ห่านตระกูล

 

มานะ พรศิริเชิด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการเข้ามาอยู่ใน RALLIART ว่า เขาได้คำชักจูงจากคุณชยุส ยังพิชิต ผู้ที่กำลังฟอร์มทีม Mitsubishi ขึ้นมาใหม่

“ตอนนั้นผมเริ่มกลับเข้ามาแข่งแรลลี่ แล้วพี่เทิร์ก ชยุส ยังพิชิต กำลังจะฟอร์มทีม Mitsubishi ขึ้นมาใหม่ เป็นทีม MITSUBISHI RALLIART ทีม Thailand ซึ่งตอนนั้นที่เข้ามาขับยุคแรกๆ ยังเป็นการใช้ Mitsubishi Strada ในการแข่งขัน

ขับไปได้สักหนึ่งปี มีนักแข่งทีชื่อว่า Mr. Fontone กับ Mr. Matsuoka ซึ่งเป็นนักแข่งชาวญี่ปุ่น ซึ่งสองคนนี้ เป็นแชมป์ Darka Rally สมัยนั้น ให้มาเมืองไทย เพื่อมาจัดเทรนนิ่ง มาสอนนักแข่ง ว่าการขับรถแข่ง ครอสคันทรี ที่ดี ต้องเป็นลักษณะไหน แต่จริงๆ แล้วการเทรนนิ่งครั้งนั้นเป็นการคัดเลือกนักแข่ง เพื่อไปแข่ง Darka Rally ซึ่งตอนนั้นมีนักแข่งอยู่ 11 คน ที่ได้คัดเลือกไปแข่งขัน และผมเป็นหนึ่งในนั้น ที่ได้เข้าร่วมอบรมในการทดสอบครั้งนั้น แต่ผลสุดท้ายที่คะแนนออกมา ผมได้คะแนนที่ได้เป็นตัวแทนเข้าไปแข่ง Darka Rally ในปี 2006”

ความรู้สึกครั้งแรกที่ได้สัมผัสการแข่งขันรายการ Dakar Rally

“Dakar Rally ในปีแรก 2006 จะเป็นเส้นทางที่แข่งจาก โปรตุเกสไป ซีนีเกิ้ล ซึ่งทางจะเจอทั้ง หินและทราย ซึ่งค่อนข้างโหด พอฝึกซ้อมในปีแรกเสร็จ ปีแรกที่ไปร่วมการแข่งขันในปี 2006 ไปถึงครั้งแรกจะรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะการแข่งขันเป็นการแข่งขันระดับโลกที่เป็นความฝันตั้งแต่เด็ก ที่เราอยากจะไปแข่ง ในงานนี้มีคนดูเยอะมาก พอเขาเห็นว่าเราเป็นทีม RALLIART ซึ่งเป็นตัวเต็งสมัยนั้น เพราะ RALLIART เป็นทีมที่ได้แชมป์มาตลอด เขาก็ให้ความสนใจนักแข่ง ถึงแม้จะเป็นคนไทย เขาก็ให้ความสนใจเรามาก

ซึ่งตอนนั้นทาง MITSUBISHI ได้นำ Triton มาทำ เป็นการพัฒนาตัวใหม่ขึ้นมา โดยทาง RALLIART เขามองว่าในการแข่งขัน คือห้องทดลองสมรรถนะของรถ เพื่อทำรถมาผลิตให้กับผู้บริโภคทั่วไปได้ใช้ เราใช้ Triton มาอยู่ 2 ปี (2016 – 2017) โดย 2 ปีต่อมา ได้เปลี่ยนเป็น Pajero และใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกัน แต่เปลี่ยนบอดี้”

 

ประสบการณ์ในสนามสุดหฤโหด

“ในการแข่งขัน Dakar  นักแข่งต้องมีสติตลอดเวลา เผลอไม่ได้ เพราะเส้นทางค่อนข้างโหด ซึ่งในแต่ละวัน เริ่มแข่งตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า บางวันถ้าเราทำเวลาไม่ดี อาจจะกลับมาถึง Service ประมาณสี่ทุ่ม ซึ่งทีมงานแต่ละคนก็ต้องรอทำรถให้เราทั้งคืน เพื่อให้วิ่งต่อไปในวันรุ่งขึ้น ดังนั้นสภาพร่างกายก็เริ่มถดถอยลง ในเรื่องของกำลัง เพราะขับรถวันละประมาณ 8-10 ชั่วโมง หรือประมาณ 800 กิโลทุกวัน ฉะนั้นสภาพความโหดของ Dakar  ที่สุดแล้วคือ เรื่องของสภาพเส้นทาง และสภาพอากาศ”

หัวใจสำคัญของการเป็นแชมป์

หัวใจสำคัญ คือ ทีม Service ครับ ต่อให้นักแข่งเก่งแค่ไหน ถ้าทีม Service ไม่ดี รถไม่ดี ไม่มีความพร้อมในการแข่งขัน ชัยชนะไม่เกิดแน่นอน

 

หนึ่งในเรื่องราวของเส้นทางสู่ความเป็นแชมป์ที่ยังยืนหยัดอยู่คู่กับวงการการแข่งขันมาอย่างยาวนานของ มานะ พรศิริเชิด ผู้ที่มองว่า RALLIART คือการแข่งขันของ Mitsubishi ที่เป็นทีมแข่งในฝันของเขาตั้งแต่เด็ก

สำหรับนักแข่งรุ่นใหญ่อีกท่าน ที่อยู่คู่กับตำนานการแข่งขันแรลลี่มาอย่างยาวนาน คือ ศักดิ์ชัย ห่านตระกูล อดีตนายกเทศมนตรีเชียงดาว อดีตหนึ่งในนักแข่งทีม MITSUBISHI THAILAND ตัวแทนประเทศไทย ในสนามครอสคันทรี่สุดยิ่งใหญ่ระดับโลก Dakar Rally ที่วันนี้ได้ให้เกียรติมาแชร์ประสบการณ์สุดหฤโหดในการแข่งขัน รวมถึงเรื่องราวความผูกพันในฐานะนักแข่ง และความหลงรักใน RALLIART ที่กำลังจะกลับมาปลุกตำนาน จิตวิญญาณแห่งชัยชนะ อีกครั้ง

ประสบการณ์ในสนามสุดหฤโหดในสนาม Dakar Rally

“อากาศที่นั่นจะร้อนมาก โดยเฉพาะเวลากลางวัน แต่กลับกันตกกลางคืนก็เย็นจัด ระหว่างการแข่งขัน เม็ดทรายปลิวเหมือนหิมะตก วิสัยทัศน์ที่เราเห็นด้านหน้าจะเป็นฝุ่นทรายฟุ้งไปหมด”

“เพราะสำหรับสนาม Paris Dakar การแข่งขัน Dakar เป็นการแข่งขันที่ไม่ใช่ทรายเปิด พอสตาร์ท เขาจะมีข้อมูลมาให้ เพื่อให้ผู้นำทางบอกเราตามระยะทาง ส่วน GPS เส้นทางของการแข่งขันเขาจะป้อนให้ เพื่อให้เราวิ่งไปตามเส้นทางที่เขาบอก เราจะขับวันละประมาณ 400 – 500 กิโลเมตร บางวันก็ 700 – 800 กิโลเมตร แล้วแต่สภาพ ถ้าเป็นระยะที่ไกลแบบนี้ เส้นทางจะค่อนข้างขับง่ายหน่อย ถ้าระยะสั้น สภาพภูมิศาสตร์ของเขาจะเป็นพวกภูเขาหิน ซึ่งส่วนปัญหาที่เจอส่วนมากจะเป็นที่ยาง ยางจะแตกบ่อย เพราะเจอหินบนภูเขาหิน

ซึ่งในการแข่งขันครั้งนี้ ผมค่อนข้างมั่นใจ เพาะรถเราค่อนข้างทำมาดี สมบูรณ์มาก แต่ด้วยสภาพแวดล้อมตรงหน้า เราไม่สามารถควบคุมได้ ปัญหาที่เจอค่อนข้างหนัก สำหรับผมในครั้งนั้นเป็นเหตการณ์ที่ผมแข่งผ่านมาได้สัก 13 วัน แล้วอันดับอยู่ที่ 2 ในรุ่น และมีที่สามเป็นชาวฝรั่งเศสตามหลังอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง บังเอิญว่าในวันนั้น สตาร์ทออกจากเมืองที่สตาร์ทวันแรกประมาณ 30 กิโลเมตร น้ำมันยังเยอะอยู่ แล้วไปเจอการทำทางใหม่ ผมก็ลงไปในฝายน้ำ พอลงไปแล้วรถกระแทก เมื่อกลับขึ้นมา ปรากฏว่ากระจกแตก ผมก็เปลี่ยนกระจก วิ่งต่อได้ แล้วขับต่อมาไปเจอแม่น้ำ ที่รถติดตรงนี้กันเยอะมาก ทีมแข่งเขาก็สั่งยกเลิกเส้นนี้ไป ทุกคันวิ่งฟรีรันไป ไม่คิดเวลา พอไปถึงอีกเมือง พวกทีมเซอร์วิสเขาเข้ามาไม่ได้ เมื่อไปถึงแล้ว เราไม่มีอะไหล่ในการเปลี่ยน กระจกเสียนิดเดียว กรรมการเขาบอกว่าอันตรายไม่ให้วิ่ง

ตอนนั้นผู้จัดการทีมเครียดมาก เพราะจะจบอยู่แล้ว เขารู้สึกว่าเสียโอกาส เพราะเราแข่งมาจนจะจบอยู่แล้ว หลังจากวันนั้นก็จบที่ 2 ในรุ่น ซึ่งเสียดายมากๆ ครับ ผมเชื่อว่าถ้าเรามีโอกาสได้ไปต่อ เราก็มีโอกาสที่จะชนะได้ ดังนั้น หัวใจสำคัญของนักแข่งเลยคือ คนขับต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ต้องไม่เร็วจนเกินไป และต้องแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าให้ได้แบบทันควัน

 

ความผูกพันที่มีกับ RALLIART

“ผมเริ่มเข้ามาใน RALLIART จากรุ่น Mitsubishi Laser ในแชมป์ประเทศไทย ตอนนั้นแข่งในนามส่วนตัว ออกสตาร์ทที่เบอร์ 40 กว่า ครึ่งแรกไปจบที่ 5 Over All ครั้งแรกเป็นตัวขับเคลื่อนสี่ล้อ แล้วบังเอิญทางทีม ยามาโมโต ทำทีม RALLIART อยู่ และตอนนั้นมีคุณเอก พรสวรรค์แข่งอยู่ แล้วเขาเห็นว่าเราลงแข่ง เขาเลยชวนมาอยู่ในทีม RALLIART ตอนแรกก็ซัพพอร์ทเรื่องยาง และโช้คอยู่ ตอนหลังเริ่มขยับเข้าไปสังกัดทีม RALLIART รถคันแรกที่แข่งจะเป็น Mitsubishi Champ สักพักก็เริ่มขยับเป็น VR4 และขึ้นมาเป็น Evolution ตั้งแต่ 1-5 ครับ”

RALLIART ในอดีต ส่งผลอย่างไรถึงปัจจุบัน

“ในความคิดผม Mitsubishi ต้องเป็น RALLIART แต่ตอนหลังหายไปประมาณ 2-3 ปี ก็เงียบเหงา แต่พอมาปีนี้ ที่วงการ RALLIART กลับมา เขาก็จะเริ่มมีงานแข่งกลับมา ผมคิดว่าความสนุกจะกลับมาอีกครั้ง เพราะ RALLIART ทำทั้งที เขาไม่มีธรรมดาอยู่แล้ว”

   

แน่นอนว่านี่คือการการันตีความยิ่งใหญ่ระดับตำนานของ RALLIART ที่ถูกวางรากฐานมาอย่างแข็งแกร่งในสมรภูมิแห่งการแข่งขันระดับโลก จนกลายมาเป็นจิตวิญญาณแห่งชัยชนะที่ถูกฝังอยู่ในตัวทุกคน

 

เริ่มต้นเส้นทางความเร้าใจของนักแต่งในตัวคุณไปกับ RALLIART ปลุกตำนาน จิตวิญญาณแห่งชัยชนะ

 

Mitsubishi Triron RALLIART

ตำนานที่ยิ่งใหญ่กลับมาอีกครั้ง” ด้วยบทพิสูจน์ จากสนามแข่งแรลลี่สุดโหด ชัยชนะที่โลกต้องจารึกตลอดกาล ส่งต่อ DNA สายเลือดแชมป์ สู่ Mitsubishi Triron RALLIART กับการออกแบบตกแต่งที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรถแข่งแรลลี่ เครื่องยนต์ที่ทนทานทุกสภาพการใช้งาน ผสานช่วงล่างอันแข็งแกร่ง ยึดเกาะถนนอย่างยอดเยี่ยม กระจายกำลังได้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายในการขับขี่

 

สุดยอดเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่จากสนามแข่ง พร้อมพาคุณทะยานผ่านทุกเส้นทางได้อย่างฉับไว เริ่มต้นความเร้าใจในแบบนักแต่งตัวจริงไปกับ Mitsubishi Triron RALLIART

MITSUBISHI PAJERO SPORT RALLIART

“ตำนานที่ยิ่งใหญ่กลับมาอีกครั้ง” ด้วยบทพิสูจน์ จากสนามแข่งแรลลี่สุดโหด ชัยชนะที่โลกต้องจารึกตลอดกาล ส่งต่อ DNA สายเลือดแชมป์ สู่ MITSUBISHI PAJERO SPORT RALLIART กับการออกแบบตกแต่งที่ได้แรงบันดาลใจมากจากรถแข่งแรลลี่ สมรรถนะอันทรงพลังจากเครื่องยนต์ MIVEC 181 แรงม้า ผสานการทานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ พร้อม PADDLE SHIFT ที่ให้คุณควบคุมทุกเส้นทางท้าทายได้อย่างแม่นยำ ช่วงล่างอันแข็งแกร่ง และยึดเกาะถนนอย่างยอดเยี่ยม กระจายกำลังได้อย่างเหมาะสมเพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายในการขับขี่

สุดยอดเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่จากสนามแข่ง พร้อมพาคุณทะยานผ่านทุกเส้นทางได้อย่างฉับไว เริ่มต้นความเร้าใจในแบบนักแต่งตัวจริงไปกับ MITSUBISHI PAJERO SPORT RALLIART

 

และทั้งหมดนี้คือความยิ่งใหญ่ของ RALLIART กับการกลับมาอีกครั้งของตำนานบทใหม่ ที่จะยังคงอยู่ต่อไปไม่สิ้นสุด

 

Comments are closed.